
ในการก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย คอนโดมิเนียม สำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างงานสถาปัตยกรรมและงานโครงสร้างถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดที่จะกำหนดว่าโครงการจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี หรือต้องเผชิญกับปัญหางานซ้ำซ้อน งบประมาณบานปลาย และระยะเวลาการทำงานที่ยืดออกไป โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ซึ่งมีสภาพชั้นดินเฉพาะตัว และต้องรับมือกับสภาพอากาศฝนตกชุกตลอดปี การบูรณาการความคิดระหว่างสถาปนิกผู้ดีไซน์มิติพื้นที่กับวิศวกรโครงสร้างผู้คำนวณความมั่นคงแข็งแรงจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด
งานสถาปัตยกรรมเน้นเรื่องความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน การจัดสรรแสงสว่าง การระบายอากาศ และประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย แต่ทุกการออกแบบบนแผ่นกระดาษจำเป็นต้องยืนอยู่บนหลักการทางวิศวกรรมโครงสร้างที่สามารถรับน้ำหนักได้จริงตามกฎหมายและหลักความปลอดภัย
เมื่อสถาปนิกต้องการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่โดยไม่มีเสากลางห้อง หรือต้องการทำระยะยื่นของอาคารยื่นยาวออกไปโดยไม่มีเสามารองรับ หากขาดการหารือกับวิศวกรโครงสร้างตั้งแต่ช่วงวางแบบ อาจนำไปสู่ปัญหาการปรับแบบหน้างานอย่างกะทันหัน เนื่องจากวิศวกรจำเป็นต้องเพิ่มขนาดคาน เพิ่มความหนาของพื้น หรือใส่เสาโชว์เพื่อรับน้ำหนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสวยงามและระดับความสูงของฝ้าเพดานตามที่สถาปนิกตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
จุดที่งานสถาปัตยกรรมและงานโครงสร้างต้องทำความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดอีกประการหนึ่งคือ เรื่องการหลบซ่อนระบบประกอบอาคารและการวางตำแหน่งจุดเชื่อมต่อต่างๆ
ตัวอย่างเช่น การกำหนดระดับพื้นห้องน้ำและระเบียง หากวิศวกรโครงสร้างไม่ได้หลดระดับพื้นคอนกรีตลงตั้งแต่ขั้นตอนการเทพื้น จะทำให้สถาปนิกไม่สามารถงานปูกระเบื้องให้มีระดับต่ำกว่าพื้นห้องทั่วไปได้ ส่งผลให้น้ำไหลเอ่อล้นออกมาภายนอก หรือหากสถาปนิกต้องการทำผนังกระจกบานใหญ่ทอดม่านกว้าง วิศวกรโครงสร้างก็ต้องเตรียมทับหลัง หรือโครงสร้างเหล็กยึดขอบกระจกไว้ให้พร้อมตั้งแต่แรกเพื่อรองรับน้ำหนักและแรงลมปะทะ
นอกจากนี้ งานเจาะช่องท่อน้ำ ท่อสายไฟ หรือช่องระบายอากาศผ่านคานและผนังคอนกรีต ก็ต้องมีการตกลงตำแหน่งร่วมกันล่วงหน้า การมาเจาะสกัดคานคอนกรีตเสริมเหล็กในภายหลังนอกจากจะทำให้โครงสร้างสูญเสียความแข็งแรงแล้ว ยังทำให้เกิดรอยแตกร้าวและปัญหาน้ำรั่วซึมตามมาอีกด้วย
สำหรับการก่อสร้างในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลา งานโครงสร้างฐานรากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวางรูปแบบอาคารของสถาปนิกอย่างมาก สภาพชั้นดินในแต่ละพื้นที่ของสงขลามีความแตกต่างกันสูง ตั้งแต่ดินอ่อนในเขตลุ่มน้ำ ไปจนถึงชั้นดินแข็งใกล้เชิงเขา
หากสถาปนิกออกแบบอาคารที่มีการลงน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น มีโซนโถงสูงหนักพิเศษฝั่งหนึ่ง และโซนอาคารเบาอีกฝั่งหนึ่ง วิศวกรโครงสร้างจำเป็นต้องเข้ามาช่วยวางแผนเรื่องการทรุดตัวของอาคาร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารอยแตกร้าวแยกตัวระหว่างโครงสร้างสองส่วน รวมถึงการเลือกระบบกันซึมและระยะหุ้มของคอนกรีตเพื่อป้องกันไอเค็มทะเลกัดกร่อนเหล็กเสริมภายในโครงสร้าง
การทำงานที่เป็นเนื้อเดียวกันระหว่างสถาปัตยกรรมและโครงสร้างตั้งแต่ขั้นตอนการวางแบบ จะช่วยลดข้อผิดพลาดหน้างาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการแก้ไข และทำให้อาคารมีความสวยงามตรงตามแบบเดิมพร้อมความมั่นคงถาวรยาวนาน


